Skip to content

อนาคตของสื่อ AI และเครื่องมือขั้นสูง

  • by

บทนำ

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติรูปแบบการผลิต การเผยแพร่ และการบริโภคสื่อ AI ในที่นี้หมายถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการเลียนแบบหรือจำลองความฉลาดของมนุษย์ เพื่อคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เทคโนโลยี AI ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมสื่อในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลกอริทึมในการสร้างและคัดเลือกเนื้อหา การใช้ระบบแนะนำเพื่อปรับแต่งประสบการณ์ของผู้ใช้แต่ละคน หรือการนำ AI มาช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและระบุข่าวปลอม เป็นต้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) การประมวลผลภาพ (Image Processing) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ก็มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถของ AI ในการทำความเข้าใจและสร้างสรรค์เนื้อหาสื่อให้มีความใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ นวัตกรรมเหล่านี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติสื่อด้วย AI” ซึ่งนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แม้ว่าการใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และประสบการณ์ของผู้ใช้ในแง่หนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็ได้สร้างความกังวลในหลายประเด็น ทั้งเรื่องจริยธรรมของการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับเนื้อหา ความเสี่ยงของการสร้างกระแสข่าวเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนโดยใช้เทคโนโลยีจำลองเสียงและภาพเสมือนจริง ไปจนถึงผลกระทบต่อวงการสื่อและการทำงานของนักข่าวหรือครีเอเตอร์ในอนาคต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างฉลาดและรับมือกับผลกระทบได้อย่างมีสติ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของการนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งในมิติของการสร้างสรรค์เนื้อหา การจัดการและคัดกรองข้อมูล ตลอดจนผลกระทบต่อการรู้เท่าทันสื่อ ผ่านการอธิบายกรณีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้เขียนหวังให้บทความนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงเปิดมุมมองต่อโอกาสและความท้าทายที่สื่อยุค AI จะนำมาสู่ผู้ผลิตและผู้บริโภค ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือและปรับตัวให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในที่สุดแล้ว การเข้าใจและการรู้เท่าทันอิทธิพลของ AI และเทคโนโลยีในโลกสื่อ ไม่ใช่แค่ความจำเป็นในระดับบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นโจทย์ระดับสังคมที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการศึกษาทักษะด้านดิจิทัลและ AI การสร้างกรอบจริยธรรมในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในงานสื่อ ตลอดจนการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ร่วมกัน เพื่อให้เราเป็นสังคมที่พร้อมใช้ประโยชน์จาก AI อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ถูกเทคโนโลยีกำหนดหรือครอบงำ การเริ่มต้นทำความเข้าใจ ไตร่ตรองถึงผลกระทบ และติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในโลกยุค AI นี้

บทบาทของ AI ในการสร้างสรรค์และจัดการเนื้อหา

ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตสื่อจำเป็นต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกจับตามองก็คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการส่งมอบเนื้อหาถึงมือผู้รับสาร

ในด้านการสร้างสรรค์เนื้อหา เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้เพื่อผลิตงานเขียน วิดีโอ ภาพกราฟิก หรือแม้แต่บทเพลง ด้วยความสามารถในการเรียนรู้รูปแบบการเขียนหรือสร้างสรรค์จากข้อมูลจำนวนมหาศาล ระบบ AI สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพใกล้เคียงฝีมือมนุษย์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น โปรแกรม GPT-4 ของ OpenAI ที่สามารถเขียนบทความ บทกลอน หรือแม้แต่โค้ดคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว พียงแค่ให้ตัวอย่างหรือคำสั่งเริ่มต้น (Prompt) หรือเครื่องมือสร้างภาพจากข้อความอย่าง DALL-E ที่ใช้ระบบ Deep Learning ในการสร้างงานภาพตามจินตนาการได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ AI ยังถูกใช้ในการสร้างวิดีโอแบบอัตโนมัติ เช่น เทคโนโลยี Wibbitz (Wibbitz | Studio) ที่ช่วยสร้างคลิปสั้นจากบทความข่าวและโพสต์บล็อกเพียงแค่ไม่กี่คลิก หรือแม้แต่การใช้ AI ในการแต่งเพลงหรือมิกซ์เสียง เช่นในกรณีของ Jukedeck (Jukebox (openai.com)) และ Suno.com ที่สร้างดนตรีประกอบตามอารมณ์หรือธีมที่กำหนด ความสามารถเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรในการผลิตเนื้อหาปริมาณมาก แต่ยังช่วยสร้างสรรค์เนื้อหาที่หลากหลายและตรงใจผู้ชมเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้นอีกด้วย

ขณะเดียวกัน AI ก็มีบทบาทสำคัญในการคัดสรรและจัดการเนื้อหาบนแพลตฟอร์มที่มีปริมาณข้อมูลมหาศาล ผู้ให้บริการเว็บท่าข่าวหรือโซเชียลมีเดียต่างพัฒนาอัลกอริทึมขั้นสูงเพื่อใช้ในการคัดเลือก จัดอันดับ และแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้แต่ละคนแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ระบบแนะนำเนื้อหาของ YouTube ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ประวัติการดู เวลา ความนิยม และปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ ประกอบกับการประมวลผลภาพและเสียง เพื่อแนะนำวิดีโอต่อไปที่ผู้ชมน่าจะสนใจ ระบบเดียวกันนี้ก็ถูกใช้โดย Spotify ในการสร้างเพลย์ลิสต์แนะนำส่วนบุคคล หรือ Facebook ที่ใช้ AI ในการจัดอันดับโพสต์บนฟีดข่าวส่วนตัว เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ ทำให้ได้รับเนื้อหาที่ตรงใจและน่าสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมและใช้เวลากับแพลตฟอร์มนานขึ้น

นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทหลักในการปรับแต่งเนื้อหาเฉพาะบุคคล (Personalization) ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้ เช่น Netflix ที่ใช้ระบบแนะนำอัจฉริยะในการสร้างหน้าหลักที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ใช้แต่ละคน ตั้งแต่การเลือกหนังหรือซีรีส์ที่คาดว่าผู้ใช้จะชอบ การแนะนำเรื่องใกล้เคียง ไปจนถึงการสร้างภาพปกและคำบรรยายที่ดึงดูด ความสามารถในการปรับแต่งประสบการณ์ส่วนบุคคลด้วย AI ไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตราการรักษาผู้ใช้และส่งเสริมการบริโภคมากขึ้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสื่อสามารถทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แต่ถึงกระนั้น การใช้งาน AI ก็เกิดประเด็นทางจริยธรรมที่ท้าทายไม่น้อย เช่น ความกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวอันเนื่องจากการเก็บและใช้ข้อมูลของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว ความเสี่ยงในการสร้างกรอบความคิดที่คับแคบ จากการได้รับข้อมูลแบบกรองและปรับให้ตรงรสนิยมของตน รวมถึงความกังวลเรื่องการเหินห่างทางสังคม เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมที่ไร้ตัวตน ประเด็นท้าทายเหล่านี้เป็นทั้งโอกาสและหน้าที่ของผู้ผลิตสื่อในการออกแบบการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทันกลไกการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้พอสมควร

สรุปแล้ว บทบาทของ AI ในกระบวนการสร้างและจัดการเนื้อหาสื่อนั้นมีมากมายและหลากหลายอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของสื่อไปอย่างรวดเร็ว มันได้เปิดโอกาสให้สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น ปรับแต่งประสบการณ์ได้เฉพาะเจาะจงกับบุคคลได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้ชม แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายในเชิงจริยธรรมและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสื่ออีกด้วย การเท่าทันและติดตามพัฒนาการของ AI จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งสำหรับนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสื่อ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ โดยตระหนักถึงทั้งคุณค่าและข้อจำกัดที่มาพร้อมกับมัน

เทคโนโลยีขั้นสูงช่วยหรือขัดขวางการรู้เท่าทันสื่อ?

หากมองในแง่บวก เครื่องมือ AI อาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะการใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคัดกรองข้อมูลเท็จ ตัวอย่างเช่นเครื่องมือ Fact-checking ของ Google (Google Fact Check Tools – Google News Initiative) ที่ใช้ AI ในการค้นหาและแจ้งเตือนเกี่ยวกับข่าวหรือข้อมูลที่ผิดพลาดบนแพลตฟอร์มการค้นหา โดยอิงจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่และความร่วมมือกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่า 100 แห่งทั่วโลก แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่ง เช่น Facebook และ X (Twitter) ก็ได้พัฒนาระบบ AI เพื่อระบุและกำกับดูแลเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม ทั้งผ่านการตรวจจับด้วยอัลกอริทึมและการรายงานจากผู้ใช้ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดภาระในการคัดกรองข้อมูลด้วยตนเอง และเพิ่มความรวดเร็วในการระบุเนื้อหาที่น่าสงสัย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในภาวะที่ข้อมูลข่าวสารมีปริมาณมหาศาลและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยี AI มากเกินไปก็อาจสร้างความท้าทายต่อการพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อได้เช่นกัน ประการแรกคือความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างเนื้อหาที่ผลิตโดย AI กับเนื้อหาที่สร้างโดยมนุษย์ ด้วยความสามารถที่ก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบัน บทความ ภาพ หรือวิดีโอที่สร้างโดยอัลกอริทึมอัจฉริยะสามารถมีคุณภาพสูงจนยากที่จะแยกออก ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดคิดว่ากำลังบริโภคข้อมูลที่เป็นจริง ทั้งที่แท้จริงแล้วอาจเป็นเนื้อหาสังเคราะห์ที่มีวัตถุประสงค์แฝงหรือมีความคลาดเคลื่อนก็เป็นได้ นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้ในการสร้าง Deepfake หรือสื่อที่ดัดแปลงภาพและเสียงจากต้นฉบับเพื่อหลอกลวงหรือทำลายชื่อเสียง ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างมากต่อการพิสูจน์ทราบความจริง แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีตรวจจับ Deepfake เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลประกอบด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นต่อระบบอัตโนมัติในการคัดกรองข้อมูลเท็จก็อาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้ใช้ได้ หากพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้มากเกินไป ผู้บริโภคอาจขาดความระแวดระวังและละเลยการสงสัยตั้งคำถามด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจของการรู้เท่าทันสื่อ ยิ่งกว่านั้น ระบบ AI เองก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดหรือมีอคติในการคัดกรองเนื้อหาได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรไว้ใจเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างสนิทใจจนเกินไป แต่ต้องคงไว้ซึ่งการคิดไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณด้วยตนเองเป็นหลัก

นอกจากความท้าทายด้านทักษะการรู้เท่าทันสื่อแล้ว AI ยังสร้างประเด็นทางจริยธรรมที่สำคัญอีกหลายประการ เริ่มจากความกังวลเกี่ยวกับอคติที่อาจแฝงมากับการฝึกฝนอัลกอริทึม ซึ่งส่งผลต่อการคัดสรรและนำเสนอเนื้อหาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการละเลยมุมมองของคนส่วนน้อยในสังคม การเพิ่มพื้นที่ให้กับเนื้อหาที่สอดคล้องกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ หรือการจำกัดการเข้าถึงเสียงที่แตกต่างหรือตั้งคำถามกระแสหลัก นอกจากนี้ การใช้ระบบ AI มาช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการกลั่นกรองเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบต่อการตัดสินใจ เมื่อกระบวนการเหล่านั้นไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน และขาดกลไกให้ตรวจสอบย้อนกลับ แม้ระบบอัตโนมัติจะมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้มันมีอำนาจสูงสุดเหนือการควบคุมโดยปราศจากการกำกับดูแลจากสังคม

โดยสรุป AI และเทคโนโลยีขั้นสูงนำมาซึ่งทั้ง “คุณูปการและความเสี่ยง” ต่อการพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อ ในแง่หนึ่งมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและยืนยันข้อเท็จจริงได้รวดเร็วมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจลดทอนการพัฒนาทักษะการสงสัยและไตร่ตรองด้วยตนเองของมนุษย์ หากพึ่งพามากจนเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าของ AI ก็ยังสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ในการหาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความโปร่งใสและความเป็นธรรม บนพื้นฐานของคุณค่าทางจริยธรรมที่พึงประสงค์ การรู้เท่าทันที่แท้จริงในยุค AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับปัจเจกในการคิดวิเคราะห์เนื้อหาอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความเข้าใจผลกระทบเชิงระบบของเทคโนโลยีด้วย และนี่คือความท้าทายที่สังคมจะต้องร่วมกันแก้ไขและแสวงหาคำตอบกันต่อไปในอนาคต

เตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรมสื่อ

การนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้กับอุตสาหกรรมสื่อ ไม่เพียงสร้างความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตเนื้อหาและพฤติกรรมการบริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทักษะความสามารถและบทบาทหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในวงการสื่อด้วย ในอนาคตอันใกล้ ทักษะการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงานจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับนักสื่อสารมวลชนและนักการตลาดเกือบทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็น นักเขียน นักข่าว ช่างภาพ ผู้ตัดต่อวิดีโอ หรือนักออกแบบ ล้วนจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝนการใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตน เช่น การใช้โปรแกรมสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชมเชิงลึก หรือการสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

นอกจากการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลแล้ว การปรับโครงสร้างองค์กรและระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสื่อให้สอดรับกับยุคสมัยก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง องค์กรสื่อจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการทดลอง รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้คล่องตัวและบูรณาการมากขึ้น การสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี สถาบันวิจัย องค์กรวิชาชีพ และหน่วยงานกำกับดูแล จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะและกำหนดมาตรฐานการทำงานที่เหมาะสม และคงไว้ซึ่งจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของ AI ก็ทำให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวนและพัฒนากรอบนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย เพื่อกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีในงานสื่ออย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การรับมือกับข้อมูลเท็จที่สร้างขึ้นโดย AI ไปจนถึงการสร้างความรับผิดรับชอบและความโปร่งใสในการทำงานของอัลกอริทึม กรอบนโยบายที่ชัดเจน ยืดหยุ่น และครอบคลุม จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการคุ้มครองคุณค่าพื้นฐานทางประชาธิปไตยและสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นความท้าทายระดับโลกที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้

ในอนาคต เป็นที่คาดการณ์ว่า AI จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่นำพาการสื่อสารไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในอีกหลายด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเติบโตของสื่ออิมเมอส์ซีฟ (Immersive Media) อย่างเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) และความจริงเสริม (AR) ที่จะสร้างประสบการณ์เชิงปฏิสัมพันธ์และน่าสนใจได้มากกว่าที่เคย ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนของ AI เราจะได้เห็นเกมและสื่อบันเทิงที่ตอบสนองต่อผู้ใช้แบบเรียลไทม์ รับรู้อารมณ์ และปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกันได้อย่างน่าทึ่ง หรือการใช้ VR และ AR ในการทำข่าวที่ให้ผู้ชมได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์แบบ 360 องศา เสมือนได้เข้าไปในพื้นที่ข่าวด้วยตนเอง ความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยพลิกโฉมประสบการณ์การบริโภคสื่อไปอย่างสิ้นเชิง และเปิดพรมแดนใหม่ของการสร้างสรรค์ให้ไร้ขีดจำกัด

อีกบทบาทสำคัญของ AI ในอนาคตของสื่อ คือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงกองบรรณาธิการและการกำหนดวาระข่าวสารมากขึ้น ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะสามารถเรียนรู้พฤติกรรมการอ่านและความสนใจของผู้ใช้ เพื่อช่วยคัดเลือกประเด็นหรือมุมมองที่จะได้รับความสนใจ รวมถึงช่วยระบุแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ยืนยันข้อเท็จจริง และสังเคราะห์เรื่องราวได้อย่างอัตโนมัติ ความสามารถเหล่านี้สัญญาว่าจะยกระดับคุณภาพและความแม่นยำของข่าวได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีอัตโนมัติในระดับนี้ ก็อาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและอคติที่อาจแฝงอยู่ในอัลกอริทึมได้เช่นกัน ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนากลไกเพื่อกำกับดูแลและถ่วงดุลอำนาจของ AI ในกระบวนการผลิตข่าว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามันจะยังคงไว้ซึ่งอุดมการณ์ของสื่อที่มีอิสระ เป็นกลาง และรับใช้ประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

เมื่อเผชิญกับอนาคตที่เทคโนโลยีจะมีบทบาทสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะผู้ประกอบการ นักวิชาชีพ และผู้บริโภคสื่อ พวกเราทุกคนจำเป็นต้องเพิ่มความตระหนักรู้และความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การมีทัศนคติเปิดกว้างพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ การฝึกฝนทักษะดิจิทัลและการคิดอย่างมีวิจารณญาณอยู่เสมอ การติดตามพัฒนาการและนวัตกรรมล่าสุด รวมถึงการเข้าร่วมผลักดันนโยบายสาธารณะในเรื่องนี้ จะเป็นหนทางสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีสื่อขั้นสูงได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ลดทอนความเสี่ยงและรักษาไว้ซึ่งหลักการพื้นฐานทางจริยธรรมของการสื่อสาร เพื่อให้ยุคแห่งนวัตกรรมที่กำลังมาถึงนี้ เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่การเดินถอยหลังเข้าสู่ยุคมืดแห่งการครอบงำโดยเทคโนโลยีที่ปราศจากการกำกับดูแลแต่อย่างใด

บทสรุป

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในบทความนี้ เราจะเห็นได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งในแง่ของการสร้างสรรค์เนื้อหา การจัดการและส่งมอบข้อมูล ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและประสบการณ์ของผู้บริโภค ความสามารถอันล้ำสมัยของ AI ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ มากมายในการผลิตสื่อที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล และสร้างการมีส่วนร่วมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพของการสื่อสารไปสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การผสานรวมของ AI เข้ากับอุตสาหกรรมสื่อก็นำมาซึ่งความท้าทายหลายประการที่เราจะต้องร่วมกันจัดการ ทั้งในแง่ของผลกระทบต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อ จริยธรรมในการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ความเสี่ยงในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Deepfake ที่จะยิ่งทวีความรุนแรงและแยกแยะได้ยากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การพึ่งพาระบบอัตโนมัติในการคัดกรองข้อมูลมากเกินไป ก็อาจบั่นทอนการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของมนุษย์ และสร้างความกังวลในเรื่องความโปร่งใสของอัลกอริทึมที่ใช้ในการตัดสินใจด้วย

นอกจากผลกระทบในระดับปัจเจกแล้ว เราต้องไม่ลืมว่า AI ยังเข้ามามีบทบาทในการกำหนดวาระและกระแสการสนทนาสาธารณะด้วย ตั้งแต่การเลือกคัดสรรและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นข่าว ไปจนถึงการระบุเนื้อหาที่ควรเซ็นเซอร์หรือจำกัดการเข้าถึง การใช้เทคโนโลยีเพื่อกำกับควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลเช่นนี้ หากปราศจากการกำกับดูแลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ก็จะสามารถบิดเบือนการรับรู้ความจริงของสาธารณชนและลิดรอนเสรีภาพของการรับรู้ข่าวสารได้ ดังนั้น สังคมจึงจำเป็นต้องมีกลไกเพื่อกำกับดูแลการใช้ AI ในสื่ออย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของกฎหมายและการกำหนดแนวปฏิบัติ ตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณค่าทางสังคมและประชาธิปไตยจะไม่ถูกเทคโนโลยีเหล่านี้ครอบงำหรือทำลายลงไป

อีกประเด็นสำคัญที่เราไม่อาจมองข้ามได้ ก็คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสื่อ นักข่าว นักการตลาด รวมถึงตัวผู้บริโภคเองด้วย ในการเพิ่มพูนองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้นำมาใช้ในการทำงานและการบริโภคสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ การมุ่งมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือกับคลื่นลูกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมสื่อไปทุกวัน

มาร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมด้าน AI กันเถอะ

จากบทความข้างต้น เราจะเห็นว่าการก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสื่อนั้น นำมาทั้งโอกาสและความท้าทายมากมายที่ทุกภาคส่วนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมกันลงมือทำสิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมๆ กับการลดทอนความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

  • สำหรับองค์กรสื่อ ควรเร่งปรับโครงสร้าง กระบวนการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในการผลิตเนื้อหา วิเคราะห์ผู้ชม และสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรสื่อสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • สำหรับหน่วยงานกำกับดูแล รัฐ และผู้กำหนดนโยบาย ควรเร่งร่วมกันออกแบบและบังคับใช้กฎระเบียบ จริยธรรม และแนวปฏิบัติ ในการกำกับดูแลการใช้ AI ในอุตสาหกรรมสื่อ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกัน Deepfake การสร้างความโปร่งใสของอัลกอริทึมคัดกรองเนื้อหา และการส่งเสริมความหลากหลายและการเข้าถึงข้อมูลของทุกกลุ่ม กรอบกติกาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้การใช้ AI เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • สำหรับนักวิชาการ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัย ควรผลักดันให้เกิดการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อสังคมในระยะยาว ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และจิตวิทยา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นฐานในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม เราต้องการแหล่งความรู้ที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ เพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจบนฐานของข้อมูลและใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ
  • สำหรับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานฝึกอบรม ควรบรรจุความรอบรู้ด้านสื่อดิจิทัล การใช้เครื่องมือ AI ตลอดจนจริยธรรมด้านเทคโนโลยี เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงมหาวิทยาลัยและการฝึกอบรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราจำเป็นต้องสร้างพลเมืองดิจิทัลที่รอบรู้และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมก้าวให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
  • สำหรับผู้บริโภคสื่อ ควรเปิดใจเรียนรู้และติดตามความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่เสมอ ยกระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูล รวมถึงใช้วิจารณญาณในการบริโภคและแบ่งปันข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ เรามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีด้วยพฤติกรรมและทัศนคติของเราเอง การบริโภคสื่ออย่างชาญฉลาด ไตร่ตรอง และใส่ใจผลกระทบต่อส่วนรวม ถือเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมืองยุคดิจิทัลทุกคน

กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ AI ครอบงำสื่อนั้น จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อน จากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงภาคประชาชนและปัจเจกบุคคล ในการสร้างระบบนิเวศของการสื่อสารที่ทันสมัย เป็นประชาธิปไตย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขอย้ำอีกครั้งว่า เราทุกคนมีส่วนในการออกแบบและกำหนดทิศทางของอนาคต การตระหนักรู้ถึงพลังและผลกระทบของ AI การเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และการลงมือสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยคุณธรรมและประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นหน้าที่สำคัญของเราทุกคนในโลกยุคนี้ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะก้าวออกมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างพลังอำนาจให้ผู้คนและเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน ไม่ใช่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเหลื่อมล้ำและแตกแยก

มาเริ่มต้นกันในวันนี้ด้วยการศึกษาทำความเข้าใจ แบ่งปันความคิดเห็น หาแนวร่วมที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน และค่อย ๆ ลงมือเปลี่ยนแปลงโลกรอบตัวเราทีละเล็กทีละน้อย ด้วยความหวังของการสื่อสารที่ทั่วถึง เสรี เป็นธรรม และเท่าเทียม ไม่ได้อยู่ที่ AI หรือเทคโนโลยีใด ๆ แต่อยู่ที่การออกแบบและใช้มันโดยเราเอง

หากเราทุกคนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ตั้งคำถาม และพัฒนาไปด้วยกัน ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าอนาคตอันสดใสของประเทศไทยและเราทุกคน ย่อมไม่เป็นเพียงความฝันอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *