Skip to content

การต่อสู้กับข่าวปลอม

  • by

บทนำ

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข่าวสารและข้อมูลนับล้านชิ้นถูกแชร์ส่งต่อกันทุกวินาทีบนโลกออนไลน์ แต่น่าเสียดายที่ในจำนวนนั้น มีข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จแฝงปะปนมาด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย

ข่าวปลอม (Fake News) ในที่นี้หมายถึงข้อมูลเท็จหรือข่าวสารที่บิดเบือนไปจากความจริง ที่ถูกสร้างและเผยแพร่ออกไปโดยมีเจตนาที่จะชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจผิดหรือเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือเพียงเพื่อสร้างความบันเทิงก็ตาม

ปัญหาของข่าวปลอมมีความซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล เพราะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียช่วยให้การแพร่กระจายของข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง แค่ปลายนิ้วคลิก ข่าวปลอมก็สามารถเข้าถึงผู้รับสารได้เป็นล้านคนในช่วงข้ามคืน ข่าวปลอมมีการแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียได้เร็วและไกลกว่าข่าวจริงหลายเท่าตัว ทั้งนี้อาจเพราะมันมักถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเร้าอารมณ์ ยั่วยุให้เกิดความโกรธเกลียด หรือเล่นกับความกลัวและความหวังของผู้คน จึงสร้างการมีส่วนร่วมและการแชร์ต่อได้มากกว่า

ผลกระทบของข่าวปลอมที่แพร่กระจายในวงกว้างนั้นรุนแรงและเลวร้ายยิ่งกว่าที่หลายคนอาจคาดคิด ในระดับปัจเจก มันบ่อนทำลายความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้รับสาร นำไปสู่การตัดสินใจเลือกที่ผิดพลาด ทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิต ในระดับสังคม ข่าวปลอมสร้างความสับสน บิดเบือนความจริง ตอกย้ำความเชื่อที่ผิด ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังแตกแยก ตลอดจนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสื่อและสถาบันต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ข่าวปลอมจึงไม่เพียงเป็นภัยคุกคามต่อปัจเจก แต่ยังบ่อนเซาะรากฐานของสังคมประชาธิปไตยอีกด้วย

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับที่มาที่ไปและแรงจูงใจเบื้องหลังข่าวปลอม พร้อมทั้งนำเสนอแนวทาง เครื่องมือ และวิธีในการแยกแยะและต่อสู้กับข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับปัจเจกในฐานะพลเมือง รวมถึงส่งเสริมการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารในภาพใหญ่ของสังคม ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า หากเราทุกคนร่วมมือกันฝึกฝนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จนเกิดเป็นวัฒนธรรมของการแชร์และเสพข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ ก็จะช่วยลดทอนความเสียหายจากข่าวปลอมลงได้ในระยะยาว และนำไปสู่สังคมที่มีสติปัญญา ให้ความสำคัญกับความจริง และไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จได้อีกต่อไป

แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังข่าวปลอม

แม้ว่าข่าวปลอมจะกลายเป็นประเด็นร้อนในยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือผลประโยชน์อื่นใด ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เราจะเห็นตัวอย่างของการใช้ข้อมูลเท็จเพื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือสร้างการสนับสนุนมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางการเมืองระหว่างพรรค การใช้โฆษณาชวนเชื่อในช่วงสงครามโลกเพื่อระดมพลังประชาชน หรือแม้แต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์บางอย่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยกลยุทธ์ของข่าวปลอมในการครอบงำความคิด แต่สิ่งที่แตกต่างในยุคสมัยใหม่คือความเร็วและขอบเขตที่กว้างไกลในการแพร่กระจายข้อมูล

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมของข่าวปลอมไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่การสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จต้องอาศัยทรัพยากรและอำนาจในการเข้าถึงช่องทางสื่อ แต่ปัจจุบัน ใครก็สามารถสร้างและแชร์ข่าวปลอมได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ด้วยเพียงอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้คนก็สามารถผลิตและส่งต่อเนื้อหาได้อย่างอิสระ โดยข้ามผ่านกระบวนการกลั่นกรองหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบสื่อกระแสหลัก ความสามารถในการติดต่อสื่อสารแบบเพื่อนสู่เพื่อน (Peer-to-Peer) ของโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายไปได้ในวงกว้างอย่างรวดเร็วเหมือนไวรัส ผู้สร้างข่าวปลอมสามารถอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมออนไลน์เพื่อส่งต่อข้อมูลเท็จให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น การแอบอ้างอิงถึงแหล่งข่าวหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง หรือการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อโฆษณาแฝง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ข่าวปลอมในยุคดิจิทัลมีพลังในการชักจูงผู้รับสารมากกว่าที่เคยเป็นมา

เบื้องหลังการแพร่กระจายของข่าวปลอมมักมีแรงจูงใจที่หลากหลายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ในทางการเมือง ข่าวปลอมเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงและโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยอาจใช้เพื่อโจมตีคู่แข่ง ปลุกระดมฐานเสียง หรือบิดเบือนประเด็นนโยบายให้เป็นประโยชน์กับพรรคใดพรรคหนึ่ง กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีรายงานว่ามีการใช้ข่าวปลอมเพื่อสนับสนุนและโจมตีผู้สมัครทั้งสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งที่มาจากกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศและต่างประเทศ จนมีส่วนช่วยกำหนดผลการเลือกตั้งในที่สุด ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของข่าวปลอมในเชิงการเมืองได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ข่าวปลอมก็มักถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินด้วยเช่นกัน โดยอาศัยกลยุทธ์ที่เรียกว่า “คลิกเบต” (Clickbait) นั่นคือ การใช้หัวข้อเรื่องหรือภาพที่เร้าอารมณ์เพื่อล่อให้ผู้ใช้คลิกเข้าไปอ่าน และสร้างรายได้จากการโฆษณาที่ฝังในเว็บไซต์หรือการขายสินค้าที่แนบมาด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อย เช่น พาดหัวข่าวแบบ “แฉ! อาหารลดน้ำหนักที่ดาราใช้แล้วผอมเพรียวทันใจ” หรือ “แชร์ด่วน! มาตรการแจกเงินใหม่จากรัฐบาล” ที่มักนำไปสู่เนื้อหาไร้สาระหรือการขายสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง แม้ข่าวปลอมประเภทนี้จะไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมืองโดยตรง แต่ก็สร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารสนเทศขยะ และทำให้ความจริงถูกบิดเบือนได้ในที่สุด

นอกจากนี้ ข่าวปลอมยังใช้เพื่อหวังผลทางสังคมในลักษณะต่างๆ เช่น การสร้างชื่อเสียงให้กับบุคคล องค์กร หรืออุดมการณ์บางอย่าง ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อหรือการโจมตีฝ่ายตรงข้าม การสร้างกระแสสังคมหรือผลักดันวาระทางการเมืองบางอย่าง ผ่านการปล่อยข่าวลือหรือข้อมูลบิดเบือน หรือการยั่วยุให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม จากการศึกษาประเด็นข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย พบว่ามักจะมีเนื้อหาทางการเมืองที่สุดโต่ง ใช้ถ้อยคำรุนแรง และสร้างภาพลักษณ์ “พวกเขา” กับ “พวกเรา” ที่แสดงความเป็นขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน ซึ่งล้วนตอกย้ำให้ผู้รับสารยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิม ไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และมีอคติต่อคนกลุ่มอื่น ๆ อย่างรุนแรงมากขึ้น ข่าวปลอมจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาทกรรมและแบ่งขั้วความคิดให้กับสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามใหญ่โตได้ในที่สุด

จากที่กล่าวไปทั้งหมด จะเห็นได้ว่าข่าวปลอมมิใช่เรื่องใหม่ แต่กลับทวีความรุนแรงและผลกระทบมากขึ้นในยุคดิจิทัล ด้วยอาศัยความก้าวล้ำของเทคโนโลยีและแรงจูงใจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเพื่อการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม การทำความเข้าใจที่มาและแรงผลักดันเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะช่วยให้เราคาดเดาเป้าหมายที่แฝงมากับข้อมูลเท็จ และไม่หลงเชื่อไปกับสารที่บิดเบือนได้โดยง่าย นอกจากนี้ ความเข้าใจต่อกลยุทธ์ของข่าวปลอมยังจะช่วยให้เราออกแบบเครื่องมือและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการต่อต้าน ซึ่งจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป

เครื่องมือและกลยุทธ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อเข้าใจถึงที่มาและแรงจูงใจของข่าวปลอมแล้ว คำถามต่อมาคือ เราจะมีวิธีการอย่างไรในการแยกแยะข่าวปลอมออกจากข่าวจริง และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับมา ซึ่งกุญแจสำคัญก็คือการฝึกทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและรู้จักใช้เครื่องมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ขั้นตอนแรกของการคิดเชิงวิเคราะห์คือการประเมินแหล่งที่มาของข่าวหรือข้อมูลที่เราพบเจอ โดยตั้งคำถามกับตัวเองว่า

  • ผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่เนื้อหานี้เป็นใคร
  • เขามีความเชี่ยวชาญหรือมีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • แหล่งข่าวหรือสำนักข่าวนั้นมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือเพียงใด
  • สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นตอได้หรือไม่
  • ผู้เขียนได้อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เป็นต้นฉบับหรือรายงานข้อมูลปฐมภูมิหรือไม่

การหมั่นถามคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราประเมินความน่าเชื่อถือเบื้องต้นของข้อมูลได้

นอกจากนี้ เราต้องฝึกสังเกตการใช้ภาษาและวิธีการนำเสนอของเนื้อหาด้วย บทความข่าวที่ดีมักมีการใช้ภาษาที่เป็นกลาง ระบุข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแยกแยะชัดเจนระหว่างเนื้อหาข่าวกับความเห็น แต่ในทางตรงข้าม ข่าวปลอมมักจะมีการใช้ถ้อยคำที่ล่อแหลม มีอารมณ์ หรือเร้าใจ เช่น “สุดช็อก!”, “เปิดโปง!”, พาดหัวข่าวที่เว่อร์วัง เกินจริง หรือบิดเบือนข้อความของแหล่งข่าวต้นฉบับ การสังเกตสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้เราตื่นตัวและตั้งคำถามกับเนื้อหาที่ได้อ่านมากกว่าจะเชื่อไปทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมอย่างจริงจัง ก็สามารถใช้บริการจากเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ที่เป็นที่ยอมรับ เช่น โครงการโคแฟค หรือ COFACT ( Collaborative Fact Checking) https://blog.cofact.org/  ศูนย์ ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท และ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ซึ่งมีการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวและข้อกล่าวอ้างต่างๆ อย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญและนักข่าว หากเราสงสัยในข้อมูลใดก็สามารถค้นหาในฐานข้อมูลของเว็บไซต์เหล่านี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออัตโนมัติที่ช่วยในการวิเคราะห์เช่น Botometer (Botometer X (iu.edu)) ที่คอยตรวจจับว่าข้อความที่โพสต์นั้นมาจากบอทหรือไม่ หรือ Hoaxy (Hoaxy (iu.edu) ที่ช่วยติดตามการแพร่กระจายของข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกที่มากขึ้นในการประเมินความน่าเชื่อถือ

ในส่วนของเนื้อหาในรูปแบบภาพและวิดีโอ ก็มีเทคนิคที่ใช้ในการตรวจสอบได้เช่นกัน การค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search (google.com) ผ่าน Google Chrome หรือ TinEye (TinEye Reverse Image Search) จะช่วยให้เราทราบได้ว่า ภาพนั้นเคยถูกเผยแพร่ที่ใดมาบ้างและมีบริบทเดิมอย่างไร เช่น ภาพผู้ประท้วงที่กำลังปะทะกับตำรวจ แต่แท้จริงเป็นภาพเก่าจากการประท้วงคนละครั้งกัน เป็นต้น ส่วนวิดีโอนั้นอาจตรวจสอบจากข้อมูลเมตาดาต้า (Metadata) ที่ฝังอยู่ เช่น วันที่และสถานที่ที่ถ่ายทำ รุ่นของกล้อง ซึ่งเปรียบเทียบกับข้อมูลที่นำเสนอได้ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ การพิสูจน์ความถูกต้องของภาพและวิดีโอเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่หลงเชื่อภาพตัดต่อหรือนำไปใช้ในบริบทที่ผิดเพี้ยน

ถึงแม้เครื่องมือและเทคนิคที่กล่าวมาจะมีประโยชน์มากในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการปลูกฝังนิสัยของการไม่ด่วนสรุปและพิจารณาอย่างรอบด้านเสมอเมื่อพบเนื้อหาบนโลกออนไลน์ การฝึกคิดเชิงวิพากษ์กับข้อมูลข่าวสารเป็นประจำจะยิ่งช่วยให้เรามีภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมได้ดียิ่งขึ้น และสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงได้อย่างแม่นยำ ท้ายที่สุดนี้ เราต้องตระหนักด้วยว่าการเปิดรับข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ การเสพข่าวจากหลายแหล่ง ไม่ยึดติดกับความเชื่อเดิม และพร้อมเปลี่ยนความคิดหากพบข้อมูลใหม่ ล้วนเป็นวิธีการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้ดียิ่งกว่าการเชื่อข้อมูลเพียงด้านเดียว

แบ่งปันข้อมูลอย่างรับผิดชอบบนโลกออนไลน์

การรู้เท่าทันและมีเครื่องมือในการคัดกรองข่าวปลอมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากต้องการแก้ปัญหาให้ตรงจุดและยั่งยืน เราจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมของการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะในฐานะผู้ส่งสารหรือผู้รับสาร เพราะในโลกออนไลน์ ทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของกระแสข้อมูลข่าวสาร

ในฐานะผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคน พวกเราต้องเริ่มต้นด้วยการฝึกนิสัย “คิดก่อนแชร์” เสมอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่จะกดส่งต่อเนื้อหาที่เราเห็นด้วยหรือรู้สึกว่าน่าสนใจ แต่การหยุดสักครู่เพื่อไตร่ตรองและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อน จะช่วยลดการเผยแพร่ข่าวปลอมไปโดยไม่ตั้งใจได้อย่างมาก เราอาจตั้งคำถามกับตัวเองก่อนกดแชร์ว่า

  • ข้อมูลนี้มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
  • เนื้อหาดูเกินจริงหรือมีลักษณะของข่าวปลอมหรือไม่?
  • การแชร์ต่อจะสร้างคุณหรือโทษมากกว่ากัน?

ด้วยการฝึกสติคิดทบทวนแบบนี้บ่อย ๆ เราทุกคนก็สามารถช่วยกันเป็นด่านหน้าในการกรองข้อมูลก่อนจะแพร่กระจายสู่ผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้

นอกจากความรับผิดชอบในระดับปัจเจกแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้เกี่ยวกับข่าวปลอมผ่านโครงการรณรงค์ต่างๆ ในภาพกว้างของสังคมด้วย ความร่วมมือจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ในการผลิตสื่อหรือจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น โครงการ  MediaWise ของประเทศสหรัฐอเมริกา (MediaWise – Poynter) ที่ผลิตบทเรียนออนไลน์เพื่อสอนวิธีตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับวัยรุ่น หรือโครงการโคแฟค หรือ COFACT ( Collaborative Fact Checking) ของไทย ที่การแก้ปัญหาข่าวลวง หรือ International Conference on Fake News รวมไปถึงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการรู้เท่าทันข่าวปลอมให้กับเยาวชน ครู และประชาชนทั่วไป ความพยายามเชิงรุกเช่นนี้จะช่วยให้เกิดเกราะป้องกันที่เข้มแข็งมากขึ้น และลดความเสี่ยงของคนรุ่นใหม่ที่จะตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จได้

อย่างไรก็ดี การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของข่าวปลอมยังได้รับแรงหนุนจากอัลกอริทึมและระบบแนะนำเนื้อหาของโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก ดังนั้นการผลักดันให้เกิดการกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะด้วยการกำหนดมาตรการลงโทษผู้ผลิตข่าวปลอม การปรับอัลกอริทึมให้ลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยตรวจจับเนื้อหาที่น่าสงสัย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้แทน ความร่วมมือจากภาคเอกชนเช่นนี้ จะช่วยปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของข้อมูลบนโลกออนไลน์ให้ดีขึ้นได้ในระดับใหญ่

สิ่งที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปด้วยคือการสร้างบรรทัดฐานของการแสวงหาความจริงร่วมกันในสังคม การที่ทุกคนให้คุณค่ากับการอ้างอิงจากหลักฐาน การเคารพข้อเท็จจริงมากกว่าความเชื่อส่วนตัว และพร้อมที่จะรับฟังมุมมองของผู้อื่นอย่างเปิดใจ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ หากเมื่อใดที่ข่าวปลอมถูกเปิดเผยและหักล้างด้วยข้อมูลจริง ผลกระทบของมันก็จะลดลงและจางหายไปในที่สุด นี่คือเป้าหมายระยะยาวของการปลูกฝังนิสัยใหม่ในการบริโภคและแบ่งปันสื่อของพวกเราทุกคน เพื่อให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าบนพื้นฐานของความจริงที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

การรู้เท่าทันข่าวปลอมและการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบไม่ใช่ภารกิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุก ทั้งในระดับปัจเจกผ่านการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ระดับสังคมผ่านการให้ความรู้และมาตรการกำกับ รวมถึงระดับค่านิยมและบรรทัดฐานในการแสวงหาความจริง แม้จะดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเราเริ่มต้นทำทีละเล็กทีละน้อยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน

บทสรุป

จากที่ได้กล่าวมาตลอดบทความ จะเห็นได้ว่าข่าวปลอมไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่ได้ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคดิจิทัล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตและส่งต่อข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ประกอบกับแรงจูงใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ผลักดันให้เกิดการสร้างเนื้อหาเท็จเพื่อชักจูงผู้รับสาร ผลกระทบที่ตามมาคือความสับสนและบิดเบือนต่อการรับรู้ความจริงของผู้คน การตัดสินใจที่ผิดพลาด ความขัดแย้งแตกแยก และการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยรวม

เมื่อภัยคุกคามเช่นนี้แผ่ขยายในวงกว้างและลึกเข้าไปถึงระดับโครงสร้างของกระบวนการประชาธิปไตย หนทางเดียวที่เราจะรับมือได้ก็คือการพัฒนา “ภูมิต้านทานทางปัญญา” ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม การปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะการคิดเชิงวิพากษ์ในการบริโภคข้อมูล การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา การตรวจสอบด้วยเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจในกลยุทธ์และผลกระทบของข่าวปลอม ทักษะเหล่านี้จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้ปัจเจกชนไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จได้โดยง่าย

อย่างไรก็ดี การสร้างภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง ต่อเมื่อมีการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ในแง่ของการสร้างความตระหนักรู้ผ่านการรณรงค์ การจัดให้มีหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อตั้งแต่ระดับโรงเรียน การสร้างมาตรการกำกับดูแลการแพร่กระจายข้อมูลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนการปลุกจิตสำนึกของทุกคนในการมีส่วนร่วมตรวจสอบและแบ่งปันข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ร่วมกันสร้างค่านิยมของการเคารพข้อเท็จจริง ทุกคนในสังคมจึงมีบทบาทในเชิงรุกที่จะกำหนดทิศทางร่วมกันว่า เราต้องการสภาพแวดล้อมข้อมูลข่าวสารแบบใดในโลกยุคใหม่นี้

นอกจากนี้ ความพยายามในการต่อสู้กับข่าวปลอม ยังต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาด้วย นั่นคือการเยียวยาปมขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เป็นช่องว่างให้ข่าวปลอมฉวยใช้ประโยชน์ การกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสื่อสารสาธารณะอย่างทัดเทียมกัน หรือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะพูดคุย รับฟังซึ่งกันและกันข้ามกลุ่มข้ามความเชื่อแทนที่จะอยู่แต่ในวงสนทนาของตนเอง การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะช่วยลดทอนความขัดแย้งและสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องตระหนักว่าในโลกที่สับสนและคลุมเครือเช่นนี้ หัวใจสำคัญในการต่อสู้กับข่าวปลอมคือการมีสติ การรู้จักหยุดคิดใคร่ครวญก่อนจะเชื่อ และออกตามหาความจริงให้ถึงที่สุดก่อนจะตัดสินหรือส่งต่อ ทุกคนในสังคมต่างมีอำนาจในการตรวจสอบเท่าเทียมกัน และหากเราร่วมมือกันใช้อำนาจนี้ไปในทางสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ส่งสารหรือผู้รับสาร เราก็จะสามารถกำหนดวาทกรรมและวางรากฐานความสัมพันธ์ในสังคมให้ตั้งอยู่บนความจริง ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการเคารพในความแตกต่าง ซึ่งนี่คือหนทางที่จะทำให้ข่าวปลอมไม่สามารถหยั่งรากลึกและมีที่ยืนในบ้านของเราอีกต่อไป

เส้นทางที่จะไปให้ถึงจุดนั้นอาจจะอีกยาวไกล แต่ด้วยพลังของทุกคน การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นไปได้ในสักวัน ขอเพียงเราเริ่มต้นจากตัวเราเองที่จะไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ รู้จักเลือกเสพข้อมูลอย่างชาญฉลาด กล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่ได้รับมา หมั่นฝึกทักษะที่จำเป็น และสร้างบรรทัดฐานของการส่งต่อข่าวอย่างมีสติไปพร้อมกัน เราทุกคนสามารถร่วมกันเป็นหนึ่งในผู้กำหนดให้ความจริงกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้งในสังคม และเมื่อถึงวันที่ข่าวจริงและข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ผู้คนแสวงหาและยึดมั่นเช่นนั้นแล้ว เราก็จะไม่ต้องหวั่นเกรงภัยคุกคามจากข่าวปลอมอีกต่อไป

 

มาร่วมกันต่อสู้กับข่าวปลอมอย่างจริงจังกันเถอะ

หลังจากได้ทำความเข้าใจถึงภัยร้ายของข่าวปลอม เรียนรู้กลยุทธ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเห็นความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบแล้ว ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้การต่อสู้กับข่าวปลอมเกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ดังนี้

 

ประการแรก ขอให้ทุกคนเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและแบ่งปันข้อมูลของตนเอง ด้วยการฝึกสติและใช้วิจารณญาณทุกครั้งก่อนจะเชื่อหรือส่งต่อ ตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและเนื้อหาของข้อมูลเสมอ พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนจากหลากหลายมุมมอง และกล้าที่จะตรวจสอบด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ทั้ง Fact-checking website หรือ Reverse image search หากรู้สึกสงสัย การปรับนิสัยในชีวิตประจำวันเช่นนี้อาจดูเล็กน้อย แต่สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาล หากทุกคนร่วมกันทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมใหม่ในการเสพและส่งต่อสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ต่อมา ขอให้ทุกคนกล้าที่จะเป็นผู้สื่อสารความรู้เรื่องข่าวปลอมและการรู้เท่าทันสื่อให้กับคนรอบตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนในชุมชน ด้วยการชวนคุยแลกเปลี่ยนความเห็น บอกเล่าเทคนิคที่เราใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือ หรือชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการหลงเชื่อข้อมูลเท็จ การพูดคุยที่มาจากคนใกล้ชิดอย่างเรา มักจะได้รับความเชื่อถือและทำให้คนรับฟังได้ดีกว่าการประชาสัมพันธ์จากแหล่งอื่น หากเราทุกคนกลายเป็นตัวแทนของความรู้เรื่องข่าวปลอมในแวดวงสังคมของตนเอง วงกว้างของผู้ที่รู้เท่าทันก็จะยิ่งขยายออกไปเรื่อยๆ

นอกจากการเริ่มต้นปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว การส่งเสริมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนให้ผู้อ่านร่วมสนับสนุนและผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อเท่าที่จะทำได้ ตัวอย่างเช่น การร่วมลงชื่อในคำร้องเพื่อให้มีการบรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน การสนับสนุนองค์กรอิสระหรือสื่อที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มแข็ง การกดดันให้ภาครัฐออกมาตรการกำกับดูแลการแพร่กระจายข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้รัดกุมยิ่งขึ้น หรือการเข้าร่วมอบรมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การมีส่วนร่วมเชิงนโยบายเช่นนี้ แม้จะต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในวงกว้าง และเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอฝากให้ทุกท่านนำ 5 ข้อเตือนใจนี้ไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมในตัวเราและคนรอบข้าง

  1. อย่าหยุดที่จะตั้งคำถาม ไม่ว่าข้อมูลจะดูน่าเชื่อถือเพียงใด
  2. ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการประเมินและตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูล
  3. แสวงหาความจริงให้ได้มากที่สุด ก่อนจะแบ่งปันต่อในวงกว้าง
  4. สร้างสติ ใจเย็น คิดให้รอบก่อนจะกดแชร์ทุกครั้ง
  5. เป็นแบบอย่างของการบริโภคและส่งต่อข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ

การต่อสู้กับข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องง่าย และใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยพลังของแต่ละคน ที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ และร่วมกันสร้างการมีส่วนร่วมให้กว้างขวางออกไป สักวันความจริงก็จะค่อย ๆ กลับมามีชัยชนะเหนือข่าวปลอมได้อย่างแน่นอน เพราะถึงที่สุดแล้ว อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อต้านข่าวปลอม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือนโยบายใด ๆ แต่มันอยู่ในตัวของพวกเราทุกคนนั่นเอง ขอเพียงเหล่าพลเมืองที่รู้เท่าทันอย่างเรา ตระหนักในพลังที่ตนมี ลุกขึ้นมาจับมือกัน แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยจิตสำนึกที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นว่า เราจะไม่ยอมแพ้หรือหยุดยั้ง จนกว่าความจริงจะได้รับชัยชนะในสังคมของเราอีกครั้ง

เรามาร่วมผนึกกำลังกันในภารกิจครั้งสำคัญนี้ ด้วยการเป็น “ผู้บริโภคและส่งต่อความจริง” กันนะครับ

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *