Skip to content

การใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัย

  • by

บทนำ

ในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน สื่อดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แทบจะแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมลและแอปพลิเคชันต่าง ๆ การเสพข่าวสารบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ แทบทุกกิจกรรมในชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้สื่อดิจิทัลแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อดิจิทัลที่แพร่หลายนี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงและอันตรายต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวงจากข้อมูลเท็จ การถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบต่าง ๆ หากขาดความระมัดระวังและความรู้ที่ถูกต้องในการใช้ สื่อดิจิทัลก็อาจนำผลเสียมาสู่ตัวเราเองและคนรอบข้างได้อย่างคาดไม่ถึง

บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่มากับการใช้สื่อดิจิทัล พร้อมทั้งแนะนำแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถใช้งานสื่อดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทันมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือออกจากข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ เคล็ดลับในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ และการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความรับผิดชอบ

ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม การเรียนรู้ที่จะใช้สื่อดิจิทัลอย่างชาญฉลาดจึงเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคน ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้เกิดสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การแยกแยะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ

ลักษณะของแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

ในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนโลกดิจิทัล เราสามารถพิจารณาจากคุณลักษณะสำคัญ ๆ ซึ่งได้แก่ ความถูกต้องแม่นยำ ความน่าเชื่อถือของผู้เขียนหรือองค์กรที่เผยแพร่ข้อมูล ความเป็นกลางปราศจากอคติ ความทันสมัยของข้อมูล และความครอบคลุมรอบด้านของเนื้อหา แหล่งข้อมูลที่ดีมักจะมีการอ้างอิงถึงต้นฉบับหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีการใช้ภาษาที่เป็นกลางตรงไปตรงมา และให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่พูดถึงเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

สัญญาณเตือนภัยแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ

ในทางตรงกันข้าม แหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือมักจะมีลักษณะบางอย่างที่สังเกตได้ เช่น ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับผู้เขียนหรือเว็บมาสเตอร์ ใช้ภาษาที่เว่อร์วังเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจ อ้างสิ่งที่ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือโน้มน้าวใจผู้ฟังโดยเล่นกับอารมณ์มากกว่านำเสนอข้อเท็จจริง หากพบเจอข้อมูลที่มีลักษณะเหล่านี้ เราควรตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลนั้นต่อไป

เครื่องมือและเทคนิคในการตรวจสอบข้อมูล 

ในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเนื้อหาดิจิทัล มีเว็บไซต์และเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถช่วยเราได้ เช่น เว็บไซต์ที่รวบรวมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) อย่างโครงการโคแฟค หรือ COFACT ( Collaborative Fact Checking) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Anti Fake News Center Thailand by Ministry of Digital Economy and Society) (https://www.antifakenewscenter.com/) และชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท (@SureAndShare) ที่ช่วยพิสูจน์ข้อมูลหรือข่าวสารที่เราสงสัย นอกจากนี้ เรายังสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านการสังเกตลักษณะของข้อมูลตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น เช่น พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้เขียนและแหล่งอ้างอิง ตรวจสอบวันที่ของข้อมูลว่าเป็นปัจจุบันหรือไม่ และเปรียบเทียบข้อมูลกับแหล่งอื่นๆ เพื่อยืนยันความถูกต้อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การรู้จักประเมินและคัดกรองแหล่งข้อมูลจึงถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการรับมือกับสื่อดิจิทัล ด้วยการใช้วิจารณญาณและเครื่องมือช่วยตรวจสอบต่าง ๆ จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจส่งผลเสียได้ทั้งต่อตัวเราเองและสังคม

เคล็ดลับในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับรอยเท้าดิจิทัล

รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) คือร่องรอยของกิจกรรมและข้อมูลที่เราทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวที่เรากรอกลงทะเบียน โพสต์หรือรูปภาพที่เราแชร์ บันทึกข้อมูลการท่องเว็บ ไปจนถึงข้อมูลทางการเงินจากการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนถูกเก็บรวบรวมและนำไปใช้โดยองค์กรต่าง ๆ ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี การรู้เท่าทันและระมัดระวังการทิ้งรอยเท้าดิจิทัลจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

มาตรการป้องกันข้อมูลส่วนตัว 

เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ เราควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก ไม่ซ้ำกันในหลาย ๆ แอคเคาวท์ (บัญชี: account) และต้องเปลี่ยนรหัสเป็นประจำ

2. เปิดการใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-factor authentication) เพิ่มความปลอดภัยให้แก่บัญชีสำคัญ

3. ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ หรือข้อมูลทางการเงิน

4. หมั่นตรวจสอบและลบแอปหรือเว็บไซต์ที่ไม่ได้ใช้แล้วเพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูล

5. ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและอัปเดตเป็นประจำเพื่อป้องกันมัลแวร์ (malware)

การจัดการการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

อีกวิธีหนึ่งในการปกป้องข้อมูลคือการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (Privacy settings) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสม เช่น จำกัดกลุ่มผู้ชมที่จะเห็นโพสต์ของเรา ปิดการแชร์ตำแหน่งที่อยู่ และจำกัดการเข้าถึงของแอปบุคคลที่สามในการนำข้อมูลไปใช้ การตั้งค่าเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนั้นผู้ใช้จึงควรศึกษาและทำความเข้าใจการตั้งค่าแอปที่เราใช้อยู่ให้ถ่องแท้

การปกป้องข้อมูลส่วนตัวถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล การศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมข้อมูลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นการรักษาความปลอดภัยทางออนไลน์ทั้งในระดับปัจเจกและครอบครัวอีกด้วย

การใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความรับผิดชอบ

แนวปฏิบัติที่มีจริยธรรม

โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สาธารณะที่เราทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย การใช้งานอย่างมีจริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ไม่แชร์ข้อมูลหรือรูปภาพของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต การไม่แพร่กระจายข้อมูลเท็จหรือข่าวลวง รวมถึงการใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ว่าจะในการโพสต์หรือการสนทนากับผู้อื่น การใช้งานอย่างมีสติและรู้จักควบคุมตนเองคือหัวใจสำคัญของการรักษามารยาทบนโลกออนไลน์

ผลกระทบต่อสุขภาพจิต

ในขณะที่สื่อสังคมออนลน์หรือโซเชียลมีเดียช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนและข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น แต่โซเชียลมีเดียก็มีผลกระทบในด้านลบเช่นกัน โดยเฉพาะต่อสุขภาพจิต การเสพติดโซเชียลมีเดีย ความรู้สึกด้อยค่าหรือต้อยต่ำจากการเปรียบเทียบตัวเองกับภาพที่คนอื่นนำเสนอ และความเครียดที่เกิดจากการถูกคุกคามหรือข่มขู่ทางออนไลน์ ล้วนเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย การจำกัดเวลาการใช้งานให้พอดี หยุดติดตามบัญชีที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี และขอความช่วยเหลือหากรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลง เป็นแนวทางในการรับมือและปกป้องตัวเองจากผลกระทบเชิงลบเหล่านี้

การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ 

นอกจากจะหลีกเลี่ยงผลเสียจากโซเชียลมีเดียแล้ว เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากมันในเชิงบวกได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจ อัปเดตข่าวสารเหตุการณ์ที่น่าสนใจ หรือใช้โซเชียลมีเดียในการระดมทุนหรือรณรงค์เพื่อการกุศล เมื่อมีผู้คนจำนวนมากมาร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ พลังของโซเชียลมีเดียก็สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างน่าทึ่ง

สื่อโซเชียลมีเดียคือดาบสองคม ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางบวกและลบ การใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบด้วยการคำนึงถึงจริยธรรม สุขภาพจิตของตนเอง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ซึ่งจะนำไปสู่สภาพแวดล้อมออนไลน์และสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

สรุป

ในโลกยุคดิจิทัลที่สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ การรู้เท่าทันและใช้งานอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการแยกแยะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การปกป้องข้อมูลส่วนตัวด้วยวิธีต่างๆ และการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นในการรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามทางไซเบอร์

การนำแนวทางและข้อแนะนำที่ได้กล่าวมาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อดิจิทัลให้แก่ตัวเราเองและคนใกล้ชิด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ โดยหลีกเลี่ยงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม โลกดิจิทัลเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

ด้วยแนวโน้มที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลจะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางออนไลน์และสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยน่าอยู่อีกด้วย หากเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันใช้สื่อดิจิทัลอย่างชาญฉลาด เราจะสามารถเก็บเกี่ยวข้อดีและป้องกันข้อเสียของเทคโนโลยีได้ เพื่อให้โลกยุคใหม่นี้เป็นโลกที่น่าอยู่สำหรับทุกคนต่อไป

มาสร้างภูมิคุ้มกันในโลกดิจิทัลกันเถอะ

หลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ผู้เขียนขอแนะนำให้ผู้อ่านเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อมูล
  • ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนบัญชีโซเชียลมีเดีย
  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก ไม่ซ้ำกัน และเปลี่ยนเป็นประจำ
  • จำกัดเวลาและควบคุมตนเองในการใช้โซเชียลมีเดียให้พอดี

นอกจากการปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว การแบ่งปันความรู้ให้กับคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตมาพร้อมกับโลกออนไลน์ การสอนให้เขารู้เท่าทันสื่อตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยวางรากฐานนิสัยการใช้งานที่ดี และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถนำแนวคิดและเทคนิคที่เรียนรู้จากบทความนี้ไปถ่ายทอดให้กับลูกหลานได้

หากผู้อ่านต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านบทความ หรือลงเรียนคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อและความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่อไปนี้

  • E-book เกี่ยวกับ การให้ให้มีความรู้ การตระหนักถึงผลกระทบจากข่าวปลอมและสามารถแยกแยะ ตรวจสอบข่าวปลอมได้ Fake News Fighter content16 (thaimediafund.or.th)
  • หลักสูตรจากสำนักข่าว AFP หลักสูตร Digital Investigation Techniques เกี่ยวกับการสืบหาความจริงในข่าวบนโลกออนไลน์ มีทั้งกระบวนหาความจริงบนสื่อสังคมออนไลน์ การค้นหาเบาะแสที่ได้จากรูปภาพ ฯลฯ
  • โครงการโคแฟค หรือ COFACT ( Collaborative Fact Checking)
  • ข้อมูล ความปลอดภัยด้านไอที โดย สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับด้านไอที เช่น ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล การรู้ทันภัยคุกคามที่เกิดจากช่องโหว่ด้านไอที

การใช้ชีวิตท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยทั้งความรู้ ทักษะ และความตระหนัก ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านมีเครื่องมือและแนวทางในการปกป้องตนเองและคนที่รักให้ปลอดภัยจากภัยออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีความสุขและปลอดภัยไปพร้อมกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *